ส่วนที่ยากที่สุดของตัวเลขอังกฤษไม่ใช่การนับหนึ่งถึงสิบ แต่คือการแยกแยะความแตกต่างระหว่างเสียง thirteen และ thirty กฎเหล็กที่จะช่วยชีวิตคุณได้คือ: ตัวเลขที่ลงท้ายด้วย -teen (13, 14, 15…) จะเน้นเสียงหนัก (stress) ที่พยางค์ท้าย เช่น "thir-TEEN" ในขณะที่ตัวเลขที่ลงท้ายด้วย -ty (30, 40, 50…) จะเน้นเสียงหนักที่พยางค์แรก เช่น "THIR-ty"
แม้แต่เจ้าของภาษาเองก็ยังฟังผิดอยู่บ่อยๆ พวกเขาจึงมักใช้วิธีง่ายๆ ในการยืนยันตัวเลขทีละหลัก คู่มือนี้จะพาคุณไปเจาะลึกกับดักยอดฮิตนี้ รวมถึงเรื่องตัวเลขอื่นๆ ที่มักทำให้ผู้เรียนสับสนโดยไม่รู้ตัว เช่น ลำดับที่ ตัวเลขจำนวนมาก ราคา และวันที่
Thirteen หรือ thirty? กับดักการฟังที่ต้องระวัง
คู่ตัวเลขที่ชวนสับสน ได้แก่ 13/30, 14/40, 15/50, 16/60, 17/70, 18/80 และ 19/90 บนกระดาษนั้นดูชัดเจนดี แต่เวลาพูดจริง ไม่ว่าจะผ่านสายโทรศัพท์ที่มีเสียงรบกวนหรือบนถนนที่พลุกพล่าน เสียงของพวกมันจะกลืนกันไปหมด
มีสองสิ่งที่จะช่วยแยกแยะพวกมันได้ อย่างแรกคือการเน้นเสียงหนัก (stress): "thirteen" จะเน้นเสียงหนักที่พยางค์หลัง ในขณะที่ "thirty" จะเน้นเสียงหนักที่พยางค์แรก อย่างที่สองคือเสียงลงท้าย: คำที่ลงท้ายด้วย -teen จะจบด้วยเสียงตัว n (น สะกด) ส่วนคำที่ลงท้ายด้วย -ty จะไม่มีเสียงนี้
เมื่อตัวเลขนั้นมีความสำคัญ เช่น ราคาห้องพัก เลขห้อง หรือชานชาลารถไฟ ให้ทำตามที่เจ้าของภาษาทำ นั่นคือการทวนถามทีละหลัก: "Sorry, is that one-three or three-zero?" (ขอโทษครับ/ค่ะ นั่นคือ หนึ่ง-สาม หรือ สาม-ศูนย์ ครับ/ค่ะ) ไม่มีใครมองว่านี่เป็นการเสียมารยาท แต่มันคือวิธีแก้ปัญหาตามปกติในภาษาอังกฤษ
ลำดับที่ (Ordinals): first, second, third และตระกูล -th
ตัวเลขที่ใช้นับจำนวน (one, two, three) เรียกว่า cardinal numbers ส่วนตัวเลขที่ใช้บอกลำดับ (first, second, third) เรียกว่า ordinal numbers ซึ่งภาษาอังกฤษจะใช้บอกวันที่ ชั้นของตึก และการจัดอันดับ
สามลำดับแรกจะเป็นคำเปลี่ยนรูปพิเศษ หลังจากนั้น ตัวเลขส่วนใหญ่จะแค่เติม -th ต่อท้าย
| ตัวเลข | ลำดับที่ |
|---|---|
| 1 | first |
| 2 | second |
| 3 | third |
| 4 | fourth |
| 5 | fifth |
| 20 | twentieth |
| 21 | twenty-first |
ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน วันที่เวลาพูดจะใช้เลขลำดับที่: คุณเขียน "June 1" แต่จะพูดว่า "June first" คุณสามารถดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ คู่มือตัวเลขและการนับเลข
ตัวเลขจำนวนมาก ราคา และเบอร์โทรศัพท์
การอ่านตัวเลขยาวๆ ให้แบ่งอ่านตามกลุ่มที่คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค (comma) เช่น 1,500 สามารถอ่านได้สองแบบอย่างเป็นธรรมชาติเท่าๆ กันคือ "one thousand five hundred" หรือ "fifteen hundred" ทั้งสองแบบเป็นที่นิยมใช้ โดยแบบหลังที่สั้นกว่าจะให้ความรู้สึกเป็นกันเองมากกว่าเล็กน้อย
สำหรับการบอกราคา มักจะละคำว่า "dollars" และ "cents" ไว้ เช่น $19.99 จะพูดว่า "nineteen ninety-nine" ไม่ใช่ "nineteen dollars and ninety-nine cents"
เบอร์โทรศัพท์จะอ่านทีละหลัก โดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ ตัวเลข 0 มักจะอ่านว่า "oh" (โอ) หรือ "zero" (ซีโร่) ในสหราชอาณาจักร (UK) หากมีตัวเลขซ้ำกันจะนิยมรวบคำ เช่น 55 จะพูดว่า "double five"
| สิ่งที่เห็น | สิ่งที่พูด |
|---|---|
| $19.99 | nineteen ninety-nine |
| 1,500 | fifteen hundred |
| 555-0182 | five-five-five, oh-one-eight-two |
| 55 (UK) | double five |
วันที่: รูปแบบที่สร้างความสับสนได้ง่ายที่สุด
เรื่องนี้สำคัญมากจริงๆ เพราะมักจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการจองตั๋วเครื่องบิน การกรอกเอกสาร และการนัดหมาย
6/1 หมายถึง June 1 (วันที่ 1 มิถุนายน) ในสหรัฐอเมริกา (เอาเดือนขึ้นก่อน) แต่หมายถึง 1 June (วันที่ 1 มิถุนายน) ในสหราชอาณาจักร (เอาวันที่ขึ้นก่อน) เมื่อใดก็ตามที่วันที่อาจทำให้เข้าใจผิดได้ ให้เขียนชื่อเดือนสะกดออกมาตรงๆ เช่น "6 January 2026" เพื่อป้องกันความสับสน สายการบินและโรงแรมมักจะเจอนักท่องเที่ยวที่เข้าใจผิดในเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา
การพูดปีคริสต์ศักราชก็มีสองแบบเช่นกัน ปี 2026 มักจะพูดว่า "twenty twenty-six" ในขณะที่ปีอย่าง 2005 มักจะพูดว่า "two thousand five"
เรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการฝึกฝนบ่อยๆ เพราะในชีวิตจริงตัวเลขมักจะผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ หมายเลขทางออกขึ้นเครื่อง หรือเบอร์โทรศัพท์ที่บอกเพียงครั้งเดียว ฝึกออกเสียงตามไฟล์เสียงในแอป Pretalk และสร้างพื้นฐานให้แน่นด้วย คู่มือไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ฟรีของเรา เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องสับสนกับคู่เสียง teen/ty อีกต่อไป