คำสร้อยภาษาอังกฤษ (Filler words) เช่น um, uh, well, like, you know ไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่ผิดหลักไวยากรณ์ แต่เป็นเสียงและคำเล็กๆ ที่ช่วยให้การพูดในชีวิตจริงลื่นไหลและมีจังหวะจะโคน เจ้าของภาษาใช้คำเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา การเข้าใจหน้าที่ของคำเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจเวลาคนพูดเร็วๆ และช่วยให้ตัวคุณเองพูดได้เป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย
หนังสือเรียนมักจะทำเหมือนว่าคำสร้อยเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง แต่ในบทสนทนาจริงกลับเต็มไปด้วยคำเหล่านี้ เมื่อคุณเข้าใจว่าแต่ละคำทำหน้าที่อะไร คำเหล่านี้ก็จะไม่ใช่แค่เสียงรบกวนอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ทันที
คำสร้อยไม่ใช่เรื่องผิด
เวลาที่มีคนพูดว่า "Well, I mean, it's kind of complicated." (คือ... ฉันหมายถึงว่า มันค่อนข้างจะซับซ้อนน่ะ) พวกเขาไม่ได้กำลังติดขัดเรื่องภาษาอังกฤษ แต่พวกเขากำลังคิดไปพูดไปในขณะที่ยังคงรักษาบรรยากาศการสนทนาไว้ คำสร้อยช่วยซื้อเวลา ช่วยลดความแข็งกระด้างของความคิดเห็น และช่วยเช็กว่าผู้ฟังยังคล้อยตามอยู่หรือไม่
นั่นหมายความว่าคำสร้อยส่วนใหญ่ไม่ได้สื่อสารเนื้อหาสำคัญใดๆ สำหรับผู้เรียนแล้ว นี่ถือเป็นข่าวดี เพราะคุณสามารถมองข้ามคำเหล่านี้ไปได้เลย และยังคงเข้าใจทุกคำสำคัญในประโยค
หน้าที่ของคำสร้อยแต่ละคำ
คำสร้อยแต่ละคำมีหน้าที่ของตัวเอง นี่คือคำสร้อยหลักๆ ที่พบบ่อยและหน้าที่ที่แท้จริงของมัน
| คำสร้อย | หน้าที่ |
|---|---|
| um / uh | ซื้อเวลาคิดสักครู่ |
| well | ใช้เริ่มต้นพูด หรือช่วยลดความแข็งกระด้างเมื่อเห็นต่าง |
| like | คำสร้อยทั่วไป, ใช้บอกจำนวนโดยประมาณ หรือใช้เล่าคำพูดคนอื่น |
| you know | เช็กว่าผู้ฟังเข้าใจหรือคล้อยตามไหม |
| I mean | ใช้แก้ไขหรืออธิบายคำพูดตัวเองเพิ่มเติม |
| actually | ใช้แก้ไขข้อมูลอย่างสุภาพ |
| basically | ส่งสัญญาณว่ากำลังจะสรุปสั้นๆ |
| right? | ใช้ถามเพื่อขอความเห็นพ้องอย่างรวดเร็ว |
มีบางคำที่ควรทำความเข้าใจเพิ่มเติมเป็นพิเศษ คำว่า "Well" มักใช้เพื่อลดความแข็งกระด้างเมื่อเราเห็นต่าง เช่น "Well, I'm not sure about that" (คือ... ฉันไม่ค่อยแน่ใจเรื่องนั้นเท่าไหร่นะ) จะฟังดูนุ่มนวลกว่าการปฏิเสธตรงๆ ว่า "No"
ส่วนคำว่า "Like" มีวิธีใช้หลักๆ 3 แบบ แบบแรกคือใช้เป็นคำสร้อยที่ไม่มีความหมายอะไรเลย ("It was, like, really good" - มันแบบว่า ดีมากๆ เลย) แบบที่สองใช้บอกจำนวนโดยประมาณ แปลว่า ประมาณ ("like ten minutes" - ประมาณสิบนาที) และแบบที่สามใช้ในภาษาพูดที่เป็นกันเองเพื่อเล่าคำพูดของคนอื่น เช่น "She was like, 'no way!'" (เธอแบบว่า 'ไม่มีทาง!') คุณไม่จำเป็นต้องใช้แบบสุดท้ายนี้เองก็ได้ แต่คุณจะได้ยินบ่อยมาก ดังนั้นจึงควรรู้จักไว้
และควรระวังการใช้คำว่า "actually" เล็กน้อย คำนี้มีประโยชน์มากในการแก้ไขข้อมูลอย่างสุภาพ เช่น "Actually, it's on Tuesday" (จริงๆ แล้ว มันคือวันอังคารนะ) แต่ถ้าใช้บ่อยเกินไป อาจทำให้ฟังดูเหมือนคุณคอยขัดคอคนอื่นอยู่ตลอดเวลาได้
ทำไมผู้เรียนภาษาอังกฤษจึงควรใส่ใจเรื่องนี้
คำสร้อยมีความสำคัญในสองด้านด้วยกัน
สำหรับ การฟัง บทสนทนาของเจ้าของภาษาจะเต็มไปด้วยคำเหล่านี้ การรู้ว่าคำเหล่านี้ไม่มีเนื้อหาสำคัญจะช่วยให้คุณเบาใจขึ้น เวลาได้ยินคำว่า "um" หรือ "you know" คุณสามารถปล่อยผ่านไปได้เลย แล้วพุ่งความสนใจไปที่คำสำคัญอื่นๆ แทน
สำหรับ การพูด การใช้คำสร้อยในจังหวะที่เหมาะสมจะช่วยซื้อเวลาให้คุณคิดโดยไม่ต้องเกิดความเงียบที่น่าอึดอัด การพูดว่า "Well..." หรือ "Let me think..." อย่างใจเย็น จะฟังดูคล่องแคล่วกว่าการเงียบไปเฉยๆ อย่างประหม่าเพื่อหาคำศัพท์
ใช้คำสร้อยเป็นเครื่องมือช่วยซื้อเวลาคิด เมื่อคุณต้องการเวลาสักครู่ อย่าเพิ่งเงียบไปเฉยๆ แต่ให้ลองใช้คำว่า "Well...", "Let me see..." หรือ "How can I put this..." วลีเหล่านี้ฟังดูเป็นธรรมชาติ ช่วยให้บทสนทนาไม่สะดุด และช่วยให้สมองของคุณมีเวลาสองสามวินาทีในการหาคำพูดถัดไป
อย่าใช้เยอะจนเกินไป
คำสร้อยเปรียบเสมือนเครื่องปรุงรส ไม่ใช่อาหารจานหลัก การพูดคำว่า "like" ถี่ๆ ในทุกประโยคจะทำให้ฟังดูเด็กเกินไปและดูเป็นกันเองมากเกินไป ซึ่งถ้าคุยกับเพื่อนก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของคุณในการสัมภาษณ์งานหรือการนำเสนองาน
| คุยเล่นเป็นกันเอง | สัมภาษณ์งานหรือนำเสนองาน |
|---|---|
| "It was, like, you know, really good" | "It was really good" |
| "I basically just, um, tried it" | "I tried it" |
ในสถานการณ์ที่เป็นทางการ เช่น การสัมภาษณ์งาน การนำเสนองาน หรือการสอบ พยายามลดการใช้คำสร้อยลงอย่างตั้งใจ การหยุดเว้นจังหวะสั้นๆ อย่างมั่นใจจะดูน่าเชื่อถือกว่าการพูดประโยคที่เต็มไปด้วยคำว่า "like" และ "you know" เก็บสไตล์การพูดที่ผ่อนคลายและเต็มไปด้วยคำสร้อยไว้ใช้กับเพื่อนๆ และการพูดคุยทั่วไปจะดีกว่า
เรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง
คำสร้อยคือสิ่งที่ช่วยให้ภาษาอังกฤษในชีวิตจริงลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ เรียนรู้ที่จะจดจำ ปล่อยผ่านเมื่อได้ยิน และลองนำไปใช้บ้างอย่างตั้งใจเพื่อให้การพูดของคุณดูผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ ฝึกฝนการออกเสียงและการพูดตามด้วยระบบซ้ำเว้นระยะ (Spaced Repetition) ในแอป Pretalk และสร้างรากฐานประโยคที่แข็งแรงเพื่อสื่อสารความคิดของคุณด้วยคู่มือ โครงสร้างประโยคพื้นฐาน ของเรา