การบอกเวลาในภาษาอังกฤษ หากอ่านจากหน้าจอดิจิทัลจากซ้ายไปขวา: 3:20 จะพูดว่า “three twenty” หากเป็นเวลาตรงชั่วโมง ให้เติม o’clock: 3:00 คือ “three o’clock” ส่วนการถามเวลา ให้ใช้ What time is it? หรือแบบสุภาพคือ Could you tell me what time it is?
ภาษาอังกฤษยังมีวิธีบอกเวลาแบบนาฬิกาเข็ม (analog) ด้วย เช่น 3:15 คือ “quarter past three” 3:30 คือ “half past three” และ 3:45 คือ “quarter to four” คุณไม่จำเป็นต้องเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งตลอดไป แนะนำให้เรียนรู้วิธีพูดแบบดิจิทัลก่อน จากนั้นค่อยฝึกฟังและทำความเข้าใจทั้งสองแบบ
รูปแบบดิจิทัลที่เข้าใจง่ายและรวดเร็ว
[ชั่วโมง] + [นาที]
| เวลาที่เห็น | วิธีพูด |
|---|---|
| 1:00 | one o’clock |
| 2:05 | two oh five |
| 3:10 | three ten |
| 6:25 | six twenty-five |
| 9:50 | nine fifty |
นาทีตั้งแต่ 01 ถึง 09 มักจะใช้คำว่า oh ซึ่งเป็นเสียงพูดแทนเลขศูนย์ เช่น 7:05 คือ “seven oh five” พอถึง 7:10 ก็พูดง่ายๆ ว่า “seven ten” หากต้องการทบทวนคำศัพท์ตัวเลขที่มากกว่านี้ คู่มือตัวเลขภาษาอังกฤษ ได้รวบรวมจุดที่มักจะสับสนในการฟังไว้ให้แล้ว
เริ่มต้นด้วยการบอกเวลาแบบดิจิทัลก่อนเพราะใช้ได้เสมอ หากคุณนึกคำว่า “twenty-five to eight” ไม่ออก ให้พูดว่า “seven thirty-five” ซึ่งถูกต้องเช่นกัน และบ่อยครั้งยังช่วยให้ผู้ฟังนึกภาพตามหน้าจอหรือตั๋วเดินทางได้เร็วกว่าด้วย
วิธีถามเวลาอย่างเป็นธรรมชาติ
เลือกคำถามที่เหมาะกับสถานการณ์:
| วลี | การใช้งาน |
|---|---|
| What time is it? | คำถามทั่วไป ตรงไปตรงมา |
| Do you have the time? | ถามว่าอีกฝ่ายรู้เวลาปัจจุบันไหม |
| Could you tell me what time it is? | คำถามแบบสุภาพ |
| What time does it start? | ถามเวลาเริ่มต้นของงานหรือกิจกรรม |
| What time should we meet? | ใช้ในการนัดหมาย |
สังเกตการเรียงประโยคในคำถามแบบสุภาพ: Could you tell me what time it is? หลังวลี Could you tell me ให้ใช้การเรียงประโยคแบบบอกเล่า (it is) ไม่ใช่แบบประโยคคำถามตรง (is it)
Do you have the time? ปกติจะหมายถึง "คุณรู้เวลาตอนนี้ไหม" ไม่ใช่ "คุณว่างไหม" หากต้องการถามว่าว่างไหม ให้พูดว่า Do you have time? โดยไม่มี the
O’clock มีหน้าที่เดียวเท่านั้น
ใช้ o’clock เฉพาะเมื่อไม่มีนาทีเกินมาเท่านั้น:
- 4:00 — four o’clock
- 4:00 ตรง — four o’clock sharp
- 4:15 — four fifteen (ไม่ใช่ “four fifteen o’clock”)
สำหรับตารางเวลา คุณสามารถพูดแค่ “at four” โดยละคำว่า o’clock ไว้ได้ ประโยค The class starts at four ถือว่าสมบูรณ์และเป็นธรรมชาติแล้ว
Quarter past, half past และการใช้ to
การบอกเวลาแบบนาฬิกาเข็มจะอธิบายตามตำแหน่งของเข็มยาวเมื่อเทียบกับชั่วโมง
| เวลา | แบบ Past/to | แบบดิจิทัล |
|---|---|---|
| 3:05 | five past three | three oh five |
| 3:15 | quarter past three | three fifteen |
| 3:30 | half past three | three thirty |
| 3:40 | twenty to four | three forty |
| 3:45 | quarter to four | three forty-five |
| 3:55 | five to four | three fifty-five |
ตั้งแต่ :01 ถึง :30 ให้ใช้ past เพื่อบอกว่าผ่านชั่วโมงปัจจุบันมาแล้วกี่นาที และหลังจาก :30 ให้ใช้ to เพื่อบอกว่าอีกกี่นาทีจะถึงชั่วโมงถัดไป นั่นหมายความว่า 3:50 คือ “ten to four” (อีกสิบนาทีสี่โมง) ไม่ใช่ “ten to three”
ผู้พูดภาษาอังกฤษแบบบริติชจะคุ้นเคยกับการใช้แบบ past/to มาก ส่วนผู้พูดแบบอเมริกามักจะนิยมบอกเวลาแบบดิจิทัลเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแบบเป็นที่เข้าใจกันดีในทุกสำเนียง
Could you tell me what time it is?
ช่วยบอกเวลาหน่อยได้ไหมคะ/ครับ (วิธีถามเวลาปัจจุบันอย่างสุภาพ)
It’s quarter past two.
บ่ายสองโมงสิบห้านาที (2:15)
Let’s meet at six thirty.
เจอกันตอนหกโมงครึ่งนะ
The shop is open from nine to five.
ร้านเปิดตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น (9:00–17:00)
The train leaves at seven oh five.
รถไฟออกเวลาเจ็ดโมงห้านาที (7:05)
A.M., p.m., noon และ midnight
ใช้ a.m. สำหรับเวลาหลังเที่ยงคืนถึงก่อนเที่ยงวัน และ p.m. สำหรับเวลาหลังเที่ยงวันถึงก่อนเที่ยงคืน ในภาษาพูดให้ออกเสียงทีละตัวอักษร: “eight A-M”, “six thirty P-M”
| เวลา | ภาษาอังกฤษที่ชัดเจน |
|---|---|
| 8:00 a.m. | eight a.m. / eight in the morning (แปดโมงเช้า) |
| 2:30 p.m. | two thirty p.m. / two thirty in the afternoon (บ่ายสองโมงครึ่ง) |
| 7:00 p.m. | seven p.m. / seven in the evening (หนึ่งทุ่ม) |
| 12:00 กลางวัน | noon / twelve noon (เที่ยงวัน) |
| 12:00 กลางคืน | midnight / twelve midnight (เที่ยงคืน) |
คำว่า noon และ midnight จะมีความชัดเจนกว่า 12 a.m. และ 12 p.m. ซึ่งผู้คนมักจะสับสนอยู่บ่อยๆ สายการบิน บัตรเชิญ และการกำหนดส่งงานจึงมักนิยมใช้คำเหล่านี้หรือใช้ระบบเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อความชัดเจน
ห้ามใช้ a.m. และ p.m. ร่วมกับคำบอกเวลาเดียวกัน และหลีกเลี่ยงการพูดว่า “12 p.m. midnight” หรือ “12 a.m. noon” ให้ใช้ noon และ midnight เดี่ยวๆ เมื่อต้องการความชัดเจน และจำไว้เสมอว่า 12:30 a.m. คือเวลาหลังเที่ยงคืนไปแล้วครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่เวลาพักเที่ยง
ใส่ at หน้าเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา
ใช้ at นำหน้าเวลาที่เจาะจง:
- The meeting starts at 10:00.
- I wake up at seven thirty.
- Let’s meet at noon.
ภาษาอังกฤษใช้ on กับวัน และใช้ at กับเวลา: on Friday at six คุณสามารถดู คู่มือวันในรอบสัปดาห์ภาษาอังกฤษ เพื่อเรียนรู้โครงสร้างการบอกวันและเวลาอย่างละเอียด
ห้ามใช้ at หลังคำว่า this, next, last, every, today, tomorrow หรือ yesterday เมื่อคำเหล่านี้ขึ้นต้นวลีบอกเวลาโดยตรง เช่น “See you tomorrow morning” (ไม่ใช่ “at tomorrow morning”)
From, to, until, by, around และ sharp
คำสั้นๆ เหล่านี้ช่วยเปลี่ยนความหมายของการนัดหมายหรือกำหนดเวลาของคุณ:
| วลี | ความหมาย |
|---|---|
| from nine to five | ตั้งแต่ 9:00 ถึง 17:00 |
| until five | ทำต่อเนื่องไปจนถึง 17:00 แล้วหยุด |
| by five | ไม่เกิน 17:00 (เสร็จก่อนหน้านั้นได้) |
| around five | ประมาณ 17:00 |
| five sharp | 17:00 ตรงเป๊ะ (ไม่ใช่ 17:05) |
| just after five | หลัง 17:00 นิดหน่อย |
ลองเปรียบเทียบระหว่าง Send it by five (ส่งภายในห้าโมงเย็น - เป็นกำหนดส่ง) กับ Work until five (ทำงานจนถึงห้าโมงเย็น - เป็นระยะเวลาที่ทำต่อเนื่องไปจนถึงจุดสิ้นสุด)
In ten minutes หรือ for ten minutes?
ภาษาอังกฤษใช้คำบุพบท 3 แบบที่แตกต่างกันเมื่อพูดถึงระยะเวลา:
- The train leaves in ten minutes. — อีก 10 นาทีรถไฟจะออก (นับจากตอนนี้)
- I waited for ten minutes. — ฉันรอเป็นเวลา 10 นาที (ระยะเวลาที่รอคอย)
- I finished it in ten minutes. — ฉันทำเสร็จภายในเวลา 10 นาที (ใช้เวลา 10 นาทีในการทำจนเสร็จ)
คำว่า in สามารถหมายถึงเวลาในอนาคตหรือเวลาที่ใช้ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เสร็จสิ้น โดยคำกริยาและบริบทจะเป็นตัวบอกความหมาย
การอ่านตารางเวลาและระบบเวลา 24 ชั่วโมง
บทสนทนาภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่จะใช้ระบบเวลา 12 ชั่วโมง แต่สำหรับระบบขนส่ง การแพทย์ งานระดับนานาชาติ และงานด้านเทคนิค อาจใช้ระบบเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันความสับสน เช่น 18:30 จะอ่านว่า “eighteen thirty” ในการประกาศที่เป็นทางการ และอ่านว่า “six thirty p.m.” ในการสนทนาทั่วไป
ตารางเวลาที่เป็นลายลักษณ์อักษรอาจไม่มีเครื่องหมายวรรคตอนหรือเว้นวรรค เช่น 1830 โดยเฉพาะในบริบทการปฏิบัติงาน อย่าลืมตรวจสอบเขตเวลา (time zone) สำหรับงานออนไลน์ด้วย เช่น “3 p.m. Bangkok time” จะปลอดภัยกว่าการพูดแค่ “3 p.m.” สำหรับกลุ่มผู้ร่วมงานจากหลายประเทศ
แนวคิดเรื่องการตรงต่อเวลาอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของงานและสังคม แม้แต่ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษประเทศเดียวกันก็ตาม ประโยค “The train leaves at eight” หมายถึงเวลาแปดโมงตรงเป๊ะ แต่ “Come over around eight” เป็นการเปิดช่องให้มาเลทได้เล็กน้อยอย่างตั้งใจ ดังนั้นให้คอยสังเกตคำบอกเวลา เช่น sharp, around, by, after แทนที่จะทึกทักเอาเองว่าทุกการนัดหมายจะมีความคาดหวังเหมือนกันหมด
แบบทดสอบการบอกเวลาใน 2 นาที
ลองตอบคำถามด้วยวิธีบอกเวลาแบบดิจิทัล และแบบ past/to (ถ้าทำได้):
- 4:00 — four o’clock
- 3:05 — three oh five / five past three
- 7:30 p.m. — seven thirty p.m. / half past seven in the evening
- 8:45 a.m. — eight forty-five a.m. / quarter to nine in the morning
- 5:50 — five fifty / ten to six
จากนั้นลองถามเวลาตัวเองอย่างสุภาพแล้วตอบเป็นประโยคเต็ม: “It’s…” การเปลี่ยนจากการอ่านมาเป็นการสนทนาจริงคือขั้นตอนที่ช่วยให้คุณใช้งานทักษะนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว
คำถามที่พบบ่อย
“half seven” มีความหมายเหมือนกับ “half past seven” ไหม?
ในภาษาอังกฤษแบบบริติชที่ใช้ในชีวิตประจำวัน half seven มักจะหมายถึง 7:30 ส่วนภาษาอังกฤษแบบอเมริกันปกติจะใช้ half past seven อย่างไรก็ตาม วลีที่คล้ายกันนี้ในภาษาแถบยุโรปบางภาษาอาจหมายถึง 6:30 ดังนั้นเมื่อต้องสื่อสารกับคนจากหลากหลายประเทศและต้องการความชัดเจนสูงสุด แนะนำให้ใช้คำว่า past เสมอ
พูดว่า “fifteen past three” ได้ไหม?
พูดได้ แต่การใช้ quarter past three หรือ three fifteen จะเป็นธรรมชาติมากกว่า ในทำนองเดียวกัน สำหรับ “thirty past” ปกติแล้วจะนิยมใช้ half past
“at seven” จำเป็นต้องมี o’clock ไหม?
ไม่จำเป็น “At seven” และ “at seven o’clock” มีความหมายเหมือนกันเมื่อบริบทนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของเวลา
จะยืนยันเวลาอย่างไรหากคิดว่าได้ยินไม่ชัด?
ให้พูดว่า Sorry, was that six fifteen or six fifty? สำหรับข้อมูลสำคัญที่ห้ามผิดพลาด ให้ทวนตัวเลขทีละตัวพร้อมระบุ a.m./p.m. วัน และเขตเวลาด้วย
เรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง
ตอนนี้คุณสามารถอ่านนาฬิกาทั้งแบบดิจิทัลและแบบเข็ม ถามเวลาอย่างสุภาพ เลือกใช้ at/by/until ได้ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงความสับสนระหว่างเที่ยงวันกับเที่ยงคืนได้แล้ว ลองนำรูปแบบเหล่านี้ไปใช้ในสถานการณ์จริงกับ วลีภาษาอังกฤษที่จำเป็น ของเรา และในหนึ่งวันนี้ ทุกครั้งที่ดูนาฬิกา ลองฝึกพูดบอกเวลาการนัดหมายครั้งถัดไปของคุณในใจ เช่น “It starts at…, in…minutes.”